อิฐก้อนเก่าเล่าเรื่องศรีสัชนาลัย
ปก
บทนำ
ณ.อุทยานศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย
ได้มีโอกาสไปอุทยานศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2555 แบบไม่ได้ตั้งตัว จริงคิดเตรียมแผนจะไปอุทยานสุโขทัยก่อน เพราะไกลกว่านิดหน่อย ว่าจะอ่านหนังสือเกร็ดพงศาวดารสุโขทัยให้ขึ้นใจก่อนและไปตามเก็บความภาพความทรงจำที่หลังแต่ด้วยอำนาจของคุณสามี พอดีไปทำบุญเสร็จบอกว่าจะเที่ยวสุโขทัยกันเถิด นี้ก็ 8โมงกว่า จะขัดใจเดียว(รมย์เสีย) แต่ด้วยสายแล้วกว่าจะออกเดินทางก็ 9โมง แดดออกแล้ว จึงคิดว่าควรไปอุทยานศรีสัชนาลัย ซึ่งถึงก่อนจะดีกว่า คราวหน้าค่อยไปอุทยานสุโขทัยซึ่งรายละเอียดจะมากกว่า เราเดินทางไปถึง 11โมงกว่า ขอบอกแดดจัดสุด แต่ภายในอุทยานต้นไม้เยอะมาก พอได้ลมเงา ต่อไปเป็นย้อนวันเวลาสู่อดีตที่ยาวนาน ในดินแดน “เมืองสองอัน” โดย อ้วนมณี
นก
ขับรถมาเรื่อยๆจะเจอนกน้ำตามทุ่งนาเยอะมาก ต่างจากที่ลำปางไม่ค่อยเห็น
เนื้อหา
เมืองศรีสัชนาลัยในสมัยเริ่มแรก เคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมในเขตลุ่มแม่น้ำยม ในสมัยราชอาณาจักรสุโขทัย ศรีสัชนาลัยได้เป็นเมืองที่ถือเป็นเมืองราชธานีควบคู่กับเมืองสุโขทัย เรียกว่า เมืองสุโขไท-ศรีสัชนาลัย มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 ศิลาจารึกกล่าวถึงกษัตริย์ก่อนราชวงค์พระร่วงทรงพระนามว่า “พระยาศรีนาวนำถม” เสวยราชย์ “นครสองอัน” อันหนึ่งชื่อสุโขทัย อันหนึ่งชื่อ นครศรีสัชนาลัย
ในช่วงที่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ได้แพร่เข้ามาสู่สุโขทัยนั้น พุทธศาสนาแบบนี้ได้เข้ามาตั้งมั่นและมีอิทธพลต่อประชาชนในเมืองศรีสัชนาลัยมาก่อนแล้ว ดังปรากฏหลักฐานได้มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นหลายแห่ง ทั้งในเขตกำแพงเมืองและภายนอก โดยมีวัดไม่น้อยกว่า 200 วัด นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าพระมหาธรรมราชาลิไทได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วงที่เมืองศรีสัชนาลัยในขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าเมืองก่อนได้ราชสมบัติที่เมืองสุโขทัยด้วย
ทางด้านประเพณี ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่าในเมืองศรีสัชนาลัยได้มีการประกอบพิธีบูชากูณฑ์(บูชาไฟ) พิธีไหว้พระพุทธบาท พิธีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ พิธีปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์และการบูชาต้นโพธิ์ ฯลฯ
รายละเอียด
โบราณสถานในเมืองเก่าศรีสัชนาลัย
(1) ประตูไชยพฤกษ์ (2) ประตูชนะสงครามและป้อม 3) ประตูดอนแหลม…และป้อม (4) หลักเมือง
(5) ประตูรามณรงค์และป้อม (6) ประตูสะพานจันทร์และป้อมv(7) ประตูเตาหม้อ (8) วัดช้างล้อม (9) วัดเจดีย์เจ็ดแถว(10) วัดเขาพนมเพลิง (11) วัดเขาสุวรรณคีรี (12) วัดนางพญา(13) วัดสวนแก้วอุทยานน้อย (14) วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ (15) วัดอุดมป่าสัก
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศเหนือ
(16) เตาเผาทุเรียงบ้านเกาะน้อย (17) เตาทุเรียงบ้านป่ายาง (18) วัดกุฏีราย
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศใต้
(19) ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (20) กำแพงเมืองเชลียง (21) วัดเจ้าจันทร์ (22) วัดชมชื่น (23) วัดโคกสิงคาราม (24) วัดน้อยจำปี (25) วัดน้อย (26) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศตะวันออก
(27) วัดป่าแก้วหรือวัดไตรภูมิป่าแก้ว (28) วัดสวนสัก
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัย ด้านทิศตะวันตก
(29) วัดเจดีย์เอน (30) วัดอีเป๋อ (31) วัดหัวโขน (32) วัดเขาใหญ่บน (33) วัดเขาใหญ่ล่าง (34) วัดพญาดำ(35) วัดพรหมสี่หน้า (36) วัดราหู (37) วัดสระไข่น้ำ(38) วัดสระปทุม (39) วัดยายตา
โบราณสถานนอกเมืองโบราณศรีสัชนาลัยบนภูเขา
(40) วัดเขาอินทร์ (41) วัดเขาแก้ว (42) วัดเขาพระบาท 1 (43) วัดเขาพระบาท 2 (44) วัดเขาพระบาท 3 (45) วัดเขาพระศรี (46) วัดเขารังแร้ง
เรามาเริ่มชมโบราณสถานกันเถิด
1.วัดหัวโขน ขับรถมาเรื่อยเห็นวัดที่ก่อนเลยแปลกดีอยู่ริมถนนเลย ยืนอ่านป้ายบอกว่า ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยด้านทิศเหนือ ไม่ปรากฎประวัติวัด วัดหัวโขนที่แปลกก็คือว่ามีพระพุทธรูปประทับยืนท่ามกลางพรพระสาวก6องค์ในอากัปประทานอภัย (ขอบอกบรรยายกาศเหมือนหลงเข้าไปในดินแดนลี้ลับมองไปโดยรอบสิ่งก่อสร้าง อิฐเก่าๆ ป่าหญ้าคามันชั่งพิศวงดี)
วัดหัวโขน
วัดหัวโขน
วัดเจดีย์เก้ายอด
2.วัดเจดีย์เก้ายอด ขับลงไปได้นิดเดียวก็เจอวัดเจดีย์เก้ายอดแต่ด้วยทางลงเขาหาที่จอดริมทางก็ลำบากแล้วอดชมเลย วัดเจดีย์เก้ายอดอยู่บนเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแนวเขาที่ทอดต่อมาจากเขาพนมเพลิง นอกกำแพงเมืองทางทิศตะวันตก ติดกับทางหลวงหมายเลข 1201 เป็นวัดจำนวน 1 ใน 27 วัด ที่ตั้งอยู่บนสันเขา โบราณสถานสำคัญประกอบด้วยเจดีย์ประธาน มียอดเจดีย์อยู่ข้างบน 9 ยอด ห้องกลางของเรือนธาตุประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งเป็นพระประธาน เจดีย์ตั้งอยู่บนเชิงเขาบนชั้นหินธรรมชาติที่ปรับแต่งเป็นพื้นที่ราบแล้วก่อสร้างเจดีย์และวิหาร กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 21
อุทยาน
เลี้ยวซ้ายเข้าอุทยานศรีสัชนาลัย(เข้าทางด้านข้าง) เจอบรรยากาศเงียบสงัด หาผู้คนได้ยากเหลือเกิน แนววังเวง เข้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ขอแผนที่เพื่อเป็นแนวทางเยี่ยมชม แวะถ่ายหน้าป้ายอุทยานนิดนึง เดียวว่ามาไม่ถึง
อุทยาน
เข้าไปในสำนักงานเพื่อขอแผนที่จะได้ไปถูกทาง
วัดพญาดำ
3.วัดพญาดำ(สาเหตุที่เรียกวัดพญาดำเนื่องจากมีคนร้ายลักลอบขุดหาพระพิมพ์ และพบพระพิมพ์นางพญาเนื้อสีดำเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ราษฎรแถบนั้นเรียกชื่อวัดว่า วัดพญาดำ) เป็นวัดอยู่เลยป้ายไม่ไกล สิ่งที่น่าสนใจคือ โบสถ์ยังคงสภาพ พร้อมพระกำแพงแก้ว ภายใต้ต้นไม้ใหญ่รอบล้อม (น่าเสียดายที่ขับรถเลยไป เป็นเพราะไปแบบไม่มีแผนเลยทำให้พลาดสิ่งที่ควรเห็นจริง)
เขตกำแพงแก้ว
ถึงทางเข้าอุทยานลงไปซื้อบัตร รวม 70บาท สามารถขับรถดูบริเวณได้หรือเช่าจักรยาน คันละ20บาท แต่ตอนนี้เที่ยงกว่าๆคงไม่สามารถ เรารู้ว่าเจ้าอิงไม่สนใจเท่าไหร่(ร้อน) เจ้าออมวันนี้ไม่ค่อยงอแง พยายามมีส่วนร่วมอยู่ ส่วนเรามันเป็นโอกาสที่ดี ร้อนก็ช่างมัน พยายามถ่ายรูปเยอะเข้าไว้ รูปคนก็ขอความร่วมมือกับลูกๆช่วยฉีกยิ้มหน่อยจะเอาไว้ทำปกหนังสือ บรรยายกาศจะว่าไป ดีกว่าอยุธยา (ออมก้อว่า) ต้นไม้ร่มรื่น ผู้คนไม่มีเลย ถ่ายภาพโบราณ ก็โบราณจริงๆ ไม่มีภาพคนให้เห็นวิ่งผ่านกล้องให้เสียฟิว มีแต่คุณสามีและคิดไปอีกแบบ อยากถ่ายแล้วติดภาพวิญญาณ(ช่วงนี้ดูรายการ คนอวดผี มากไป )
4.วัดสวนแก้วอุทยานน้อย
4.วัดสวนแก้วอุทยานน้อยหรือเรียกกันอีกชื่อว่า วัดสระแก้ว อยู่ห่างจากวัดช้างล้อม 200 เมตร กลุ่มโบราณสถานมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีประตูทางเข้าด้านหน้า และด้านหลังวัด มีโบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูมล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว วิหารมีซุ้มพระตั้งอยู่ด้านหลังลักษณะเป็นมณฑป หลังคามณฑปเป็นรูปโค้งแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย
4.วัดสวนแก้วนอุทยานน้อย
เห็นแล้วนึกถึงอดีตคงร่มเย็น
4.วัดสวนแก้วอุทยานน้อย
หนึ่งภาพประทับใจ
5.วัดช้างล้อม
5.วัดช้างล้อม อยู่ภายในกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยเจดีย์ประธานทรงลังกา ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ฐานเจดีย์มีช้างปูนปั้นยืนหันหลังชนผนังเจดีย์อยู่โดยรอบ จำนวน39 เชือก และช้างที่อยู่ตามมุมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ตกแต่งเป็นช้างทรงเครื่องเหนือฐานประทักษิณมีซุ้มพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย ผนังซุ้มมีรูปประติมากรรมรูปต้นโพธิ์อยู่เบื้องหลังพระพุทธรูป แต่พระพุทธรูปได้ถูกทำลายไปคงเหลือเพียงองค์เดียวทางด้านทิศเหนือ บริเวณองค์ระฆังขึ้นไปเป็นบัลลังก์ ก้านฉัตรประดับด้วยรูปพระสาวกปูนปั้นลีลานูนต่ำจำนวน 17องค์ มีวิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธาน นอกจากนั้นเป็นวิหารขนาดเล็ก ๆ 2 หลัง และเจดีย์ราย 2 องค์
5.วัดช้างล้อม
หน้าวิหารวัดช้างล้อม
5.วัดช้างล้อม
เจดีย์ประธานทรงลังกา ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ฐานเจดีย์มีช้างปูนปั้นยืนหันหลังชนผนังเจดีย์อยู่โดยรอบ จำนวน39 เชือก และช้าง
5.วัดช้างล้อม
ช้างงวงหักหมดแล้ว ถ้าไม่บอกก็ดูไม่ออกว่าเป็นช้าง
ุ6.วัดเจดีย์เจ็ดแถว
ุ6.เจดีย์เจ็ดแถวนี้น่าจะเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในแนวแกนหลักของเมือง โดยดูได้จากแผนที่เมือง อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ราษฎรธรรมดาจะเป็นผู้สร้างขึ้น ดังปรากฏในพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในหนังสือ เที่ยวเมืองพระร่วง ว่า "วัดเจดีย์เจ็ดแถวนี้เป็นวัดใหญ่ เพราะฉะนั้นจำจะต้องลองสันนิษฐานดูว่าเป็นของใคร นายเทียนกล่าวว่า วัดนี้เดิมเขาเรียกว่า วัดกัลยานิมิต เพราะว่านางพญาธิดาแห่งพระมหาธรรมราชา (บาธรรมราช) เป็นผู้สร้างขึ้น นายเทียนอ้างหนังสือที่ไฟไหม้นั้นเป็นพยานอีก" ส่วน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระวินิจฉัยว่าวัดนี้เป็นวัดที่มีความสวยงามกว่าวัดอื่นๆ อาจเป็นวัดของกษัตริย์ที่ครองเมืองนี้ และเจดีย์รายอื่นๆ คงเป็นที่บรรจุพระอัฐิของเจ้านายในราชวงศ์สุโขทัย
6.วัดเจดีย์เจ็ดแถว
วัดเจดีย์เจ็ดแถว (วัดนี้เราก้มลงกราบเพราะรู้ว่าเป็นที่เก็บกระดูกของราชวงค์พระร่วง ถึงจะไม่ระบุว่าเป็นท่านใด)ตั้งอยู่
6.วัดเจดีย์เจ็ดแถว
เจดีย์รายที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวมีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะจากที่ต่าง ๆหลายแห่ง เช่น ลังกา และพุกามด้านหลังเจดีย์ประธานมีเจดีย์รายที่มีลักษณะเด่น คือฐานเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ยอดเป็นทรงกลม ภายในเจดีย์มีซุ้มโถงส่วนซุ้มโถงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปูนปั้นมีภาพจิตรกรรมเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้า และเหล่าเทวดากษัตริย์[2] เจดีย์รายที่มีลักษณะเด่นองค์หนึ่งเรียกว่า เจดีย์ทรงปราสาท คือซุ้มจรนัมด้านหลังของเรือนธาตุ ทำเป็นซุ้มมณฑปมีเรือนยอดข้างบนสูงเป็นซุ้มทางทิศตะวันตกมีพระพุทธรูปปางนาคปรกประดิษฐานอยู่ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกสมัยสุโขทัยที่สวยงามยิ่ง รวมทั้งหมดแล้ววัดเจดีย์เจ็ดแถวมีเจดีย์รายและอาคารขนาดเล็กแบบต่างๆ กันถึงเกินกว่า 30 องค์ สมกับที่ได้ชื่อว่าวัดเจดีย์เจ็ดแถว นอกจากนั้นยังมีกำแพงแก้วล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ภายนอกกำแพงมีโบสถ์และบ่อน้ำ ซึ่งเดิมมีคูน้ำล้อมรอบ ทั้งนี้ภายในบริเวณวัดมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพ นำผ้าสีมาพันไว้รอบต้นไม้
วัดเจดีย์เจ็ดแถว
เจดีย์ทรงต่างๆภายในวัดเจดีย์เจ็ดแถว
7.วัดนางพญา
7.วัดนางพญา ตั้งอยู่แนวเดียวกันกับวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ อยู่ติดกำแพงเมืองด้านตะวันออก ในแนวเดียวกันกับวัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ วัดเจดีย์เจ็ดแถว เป็นวัดที่มีลวดลายปูนปั้นงดงามมาก ปรากฏอยู่บนผนังวิหารด้านตะวันตกเฉียงเหนือภายในวิหาร
7.วัดนางพญา
ประวัติของวัดแห่งนี้บอกไว้ว่า “นายเทียน ชาวบ้านในท้องถิ่นได้กราบทูลรัชกาลที่ 6 โดยอ้างเรื่องราวที่อ่านมาจากตำนานฉบับหนึ่งที่ไหม้ไฟไปแล้วว่า วัดนี้สร้างโดย นางพสุจเทวี ธิดาพระเจ้ากรุงจีน ซึ่งเป็นมเหสีของพระร่วง อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนคำพูดดังกล่าว...” [1] ้ารฟ:ีา้หแศร้แฟไมาจฟำแมา้รฟสแ้สรฟำดืวนดฟ่
7.วัดนางพญา
วัดนางพญา มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร ภายในวัดมีเจดีย์ทรงลังกาประกอบซุ้มเรือนธาตุเป็นประธาน ก่อด้วยศิลาแลงสูงใหญ่ และมีสภาพสมบูรณ์รอบฐานเจดีย์ มีเสาโคมไฟโดยตลอด มีบันไดขึ้นไปบนเจดีย์ และมีวิหารซึ่งขนาดเจ็ดห้อง ซึ่งเป็นผังที่นิยมสร้างกันในแบบสุโขทัยและสถาปัตยกรรมเมืองเหนือ ภายในวิหารตามเสาทุกด้านมีเทพพนมและลวดลายต่างๆ ทำด้วยสังคโลกไม่เคลือบ[2] จุดเด่นของวัดนี้คือมีผนังเหลืออยู่ด้านหนึ่งโดยมีลวดลายปูนปั้น (Stucco Decoration) ที่สวยงามอยู่ แต่ปัจจุบันหลุดลอกออกไปพอสมควรแล้ว ทั้งนี้มีการสร้างหลังคาสังกะสีคลุมผนังไว้อีกทีเพื่อการอนุรักษ์ ผนังดังกล่าวเป็นผนังที่ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องอากาศตามแบบสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น
7.วัดนางพญา
ลวดลายปูนปั้นบนผนังวิหารวัดนางพญานี้ถือว่าเป็นประติมากรรมสุโขทัยยุคที่ 3 จากทั้งสิ้น 4 ยุค ซึ่งรูปแบบการปั้นในสมัยสุโขทัยยุคที่ 3 นี้เป็นการปั้นที่พัฒนาไปจากศิลปะสุโขทัยแบบบริสุทธิ์ มีความประณีต ประติมากรรมปูนปั้นประดับพุทธสถานเป็นภาพแบบอุดมคติ เพิ่งพัฒนารูปแบบตนเองให้หลุดพ้นไปจากธรรมชาติ โดยศิลปร่วมสมัยในประติมากรรมสุโขทัยยุคที่ 3 นี้ได้แก่ ภาพลวดลายสลักบนไม้ปลู ประดับเพดานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง สุโขทัยเป็นต้น
นก
ขับรถขึ้นเนินเขา เห็นแนวกำแพงอิฐศิลาแลงยาวสุดตา จะว่าไปเมืองนี้ก็ใหญ่โตน่าดู นั่งเถียงกับคุณสามี เค้าบอกว่าสุโขทัยก็โดนพม่าเผา เราบอกว่าสุโขทัยไม่เคยโดนเผาที่ดำๆนะมันดำเอง พังเอง มันตั้ง 700กว่าปีได้เห็นสภาพนี้ก็ถือว่าสมบูรณ์แบบสุดๆแล้ว เห็นป้ายบอกทางไป มีบันไดเดินขึ้นเลยขอแค่ยกมือไหว้ตีนบันไดละกัน ขอบอกร้อนสุด เหงื่อไหลเทน้ำเทท่าเลย แต่ที่เห็นคือนก นกอะไรนี้
8.วัดเขาพนมเพลิง
เห็นป้ายเเต่คงเดินไม่ไว้นะ
8.วัดเขาพนมเพลิง
8.วัดเขาพนมเพลิง ประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงลังกา ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งแต่ก้านฉัตรขึ้นไปพังทลายหมด และมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่พอสมควร ส่วนด้านหลังเจดีย์ประธานมีเจดีย์ราย 3 องค์ และมีทางเดินลงมายังลานกว้างซึ่งมีมณฑปก่อด้วยศิลาแลง ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกพื้นสูง หลังคาโค้งแหลมขนาดใหญ่พอสมควรที่ชาวบ้านเรียกว่า ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี
9.วัดเขาสุวรรณคีรี
9.วัดเขาสุวรรณคีรี อยู่ทางทิศตะวันตก ห่างจากยอดเขาพนมเพลิง 200 เมตร และมีความสูงกว่ายอดเขาพนมเพลิง เล็กน้อย เป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ที่มีรูปเป็นองค์ระฆังคว่ำใหญ่โตและสูงมาก ฐานของเจดีย์ทำสูงขึ้น ไปถึง 5 ชั้น มีบันไดศิลาแลงเตี้ยๆ สำหรับเดินขึ้นไปบริเวณฐานของเจดีย์ ที่ด้านหลังของเจดีย์ใหญ่มีวิหารน้อยและเจดีย์ขนาดเล็กๆ และตรงกำแพงแก้วชั้นในทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีรูปยักษ์ปูนปั้น ขนาดใหญ่ และรูปสิงห์ รูปปูนปั้นเหล่านี้ชำรุดและล้มอยู่กับพื้นดิน ลักษณะของรูปยักษ์คล้ายรูปยักษ์ วัดช้างล้อมมาก สันนิษฐานว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงสร้างวัดนี้
นก
เสียดายอยู่นะแต่มีอะไรบ้างสิ่งที่ดึงดูดยิ่งกว่า มองดูรอบๆตีนเขาในพุ่มไม้เห็นอะไรแปลก เหมือนถุงพลาสติกที่ลอยเกาะกับกิ่งไม้เต็มไปหมด ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตา นั้นมันนกชัดๆ พระเจ้าช่วยนกทำรัง เขาโพ้นไปทั้งดอย สีขาวพ้นสีเขียวของกิ่งไม้ อลังการณ์สุดๆ( คิดว่าไม่มีอยู่ในแผนพับแนวนำอุทยานแน่ )
นก
เป็นเรื่อง นุก-นาน ของสามีและออมเลยละ นกหลายสายพันธุ์นับแสน มีอิงคนเดียว ที่กลัวเพราะมันบินผ่านหัวเต็มท้องฟ้า สีขาวโพ้น (กลัวขี้ตกใส่หัว)
10.วัดกุฎีราย
10.วัดกุฎีราย ขับรถออนอกประตูเมืองเพื่อไปวัด 9.วัดกุฏีราย วัดนี้เป็นโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่ประตูเมืองทางด้านทิศเหนือที่เรียกว่าประตูเตาหม้อ นี่มักพบพระเครื่องวางเรี่ยราดกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดินที่เรียกกันว่าพระดินลานนั่นเองเมื่อก่อนมีมากจนชนิด ที่ว่าเด็กๆมักจะนำมาแทนเบี้ยทอยเล่นกัน
10.วัดกุฎีราย
วัดกุฎีราย
11.วัดโคกสิงคาราม
ขับรถออกกำแพงเมืองไปเรื่อยก็ต้องแปลกใจ เราจะเห็นว่ามีชาวบ้านปลูกบ้านร่วมกับกำแพงเมืองเลยก็ว่าได้ กำแพงเมืองก็คือรั้วบ้านกันที่เดียว นึกๆก็กลัวๆนะเค้าจะเห็นของแปลกยามค่ำคืนหรือป่าวนะ หรือบรรพบุรุษจะกลัวชาวบ้านมากกว่า
11.วัดโคกสิงคาราม
11.วัดโคกสิงคาราม ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออกของกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย ติดกับกำแพงเมืองเชลียง ช่วงที่ต่อตัวเมืองเก่าศรีสัชนาลัย อยู่ห่างจากตัวเมืองเก่าออกมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๑ กิโลเมตร วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ทรงกลมก่อด้วยศิลาแลง วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง ผนังวิหารมีช่องแสง โบสถ์อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวิหาร เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นภายในโบสถ์ปูด้วยศิลาแลง ภายในโบสถ์มีเจดีย์ทรงกลม ซึ่งมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป รอบ ๆ เจดีย์มีเจดีย์รายตั้งอยู่โดยรอบสี่องค์ กำแพงวัดก่อด้วยศิลาแลงมีอยู่สามด้าน กำแพงด้านทิศใต้ใช้ร่วมกับแนวกำแพงเมืองเชลียง (ขณะชื่นชมกับความเก่าแก่ก็แลเห็นป้าแก่ๆนอนปูเสื่อรับลมอยู่ข้างวัดเลย แถมด้วยตะข่ายตะกร้อมาขึงสำหรับแตะตะกร้อยามเย็นมันช่างเหมาะสมจริงๆ)
11.วัดชมชื่น
11.วัดชมชื่น เจดีย์ประธานทางกลมก่อด้วยศิลาแลง วิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธานก่อด้วยศิลาแลงขนาด 6 ห้อง มีมุขยื่นออกมาด้านหน้า ด้านหลังพระวิหารเชื่อมต่อกับมณฑป คล้ายเป็นห้องทึบอยู่ท้ายวิหาร หลังคาใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากันเป็นรูปจั่วแหลม ด้านหน้าทั้งสองข้างมณฑปทำเป็นซุ้มจรนัม 2 ซุ้ม ด้านหลังมีซุ้มจรนัมที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรก แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันด้านหลังมณฑป
11.วัดชมชื่น
มีอาคารแสดงแหล่งขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ จำนวน ๑๒ โครง ในระดับลึก ๗-๘ เมตร กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมา และพัฒนาจนถึงสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) พบกลุ่มโบราณสถานก่อด้วยอิฐมีขนาดใหญ่ และพบเครื่องถ้วยเชลียงจำนวนมาก ซึ่งกำหนดอายุได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา จนเข้าสู่ยุคสุโขทัยที่ร่วมสมัยกับวัดชมชื่น
12.โครงกระดูกมนุษย์
ตอนแรกเข้าไปมีเรา4คน ซื้อบัตร80บาท มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับอธิบายความเป็นมาประมาณว่าพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ พบลูกปัดซึ่งคิดว่ามีการติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศแล้วเพราะเมืองเราไม่มีหินประเภทนี้อยู่เลย สักพักมี
โครงกะดูก
กลุ่มกรมศิลป์มาดูงานเลยทำให้คึกคักไม่วังเวงแล้ว
แม่น้ำยม
แวะกินไอติมก่อนขับไปวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
13.วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
13.วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง และเรียกอีกชื่อว่า วัดพระปรางค์ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่าศรีสัชนาลัย ลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่ และเป็นพระอารามหลวงชั้นราชวรวิหาร มีโบราณสถานที่สำคัญภายในวัด ได้แก่ ปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ลักษณะรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมจัดอยู่ในสมัยอยุธยา บริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามีบันไดขึ้นองค์ปรางค์สู่ซุ้มโถง ผนังภายในองค์ปรางค์พบว่ามีร่องรอยจิตรกรรมฝาผนังแต่ลบเลือนไปมาก
13.วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
ด้านหน้าองค์ปรางค์มีวิหาร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปาง มารวิชัย และทางด้านขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาลักษณะงดงาม กำแพงวัด เป็นศิลาและแท่นกลมขนาดใหญ่เรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 60.00 เมตร ยาว 90.00 เมตร เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอด และเหนือซุ้มขึ้นไปปั้นปูนเป็นรูปพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระธาตุมุเตา อยู่ด้านหลังปรางค์ประธานนอกกำแพงแก้ว มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงมอญ (พระปรางค์ถูกบูรณะแล้ว ดูไม่เก่าจริง แถมบูรณะแบบเรียบๆไม่มีลวดลายอะไรเลย)
กลับบ้าน
บ่ายสองโมงกว่า เหนื่อยแล้วขอเดินทางกลับเลยดีกว่า ระหว่างทางในท้องนาจะพบนกสีขาวต่างๆ เยอะมากเลย